วันที่นำเข้าข้อมูล 21 มิ.ย. 2569

วันที่ปรับปรุงข้อมูล 21 มิ.ย. 2569

| 259 view

ความสัมพันธ์ไทย-บาห์เรน

๑. ภาพรวม

          ไทยและบาห์เรนสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อวันที่ ๑๗ มกราคม ๒๕๒๐ ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศพัฒนาอย่างรวดเร็วภายหลังการเปิดสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมานามา เมื่อวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๗ และการเปิดสถานเอกอัครราชทูตราชอาณาจักรบาห์เรนประจำประเทศไทย เมื่อวันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๐ บาห์เรนถือเป็นพันธมิตรที่สำคัญประเทศหนึ่งของไทยในตะวันออกกลางและมีบทบาทเป็นสะพานเชื่อมไทยสู่ประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค โดยความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศเป็นไปด้วยดีและมีความใกล้ชิดเนื่องจากเจ้าชายเคาะลีฟะฮ์ บิน ซัลมาน อาล เคาะลีฟะฮ์ (His Royal Highness Prince Khalifa bin Salman Al Khalifa) อดีตนายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรบาห์เรนทรงชื่นชอบประเทศไทยและอัธยาศัยไมตรีของคนไทยเป็นการส่วนพระองค์ จึงทรงมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างสองประเทศ ทั้งนี้ บาห์เรนมีบทบาทสำคัญในการฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับซาอุดีอาระเบีย และมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนไทยในองค์การความร่วมมืออิสลาม (Organisation of Islamic Cooperation: OIC) มาโดยตลอด

๒. การเมือง

ไทยและบาห์เรนมีความเข้าใจและสนับสนุนพัฒนาการทางการเมืองของกันและกัน โดยทั้งสองฝ่ายมีกลไกความร่วมมือทวิภาคี ได้แก่ คณะกรรมาธิการร่วมระดับสูงว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีไทย - บาห์เรน (Thai-Bahrain High Joint Commission: HJC) ซึ่งมีการประชุมแล้ว ๓ ครั้ง เมื่อปี ๒๕๔๗ ที่กรุงมานามา เมื่อปี ๒๕๕๕ ที่กรุงเทพฯ และเมื่อปี ๒๕๖๑ ที่กรุงมานามา

 

๓. เศรษฐกิจ การค้า การลงทุน การท่องเที่ยว

     ๓.๑ การค้า

            ในปี ๒๕๖๗ ราชอาณาจักรบาห์เรนเป็นประเทศคู่ค้าอันดับ ๘ ของประเทศไทยในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยมีมูลค่ารวม จำนวน ๕๔๒.๖๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเพิ่มขึ้นร้อยละ ๔๒.๓๖ จากปี  ก่อนหน้า มีมูลค่าการส่งออก จำนวน ๑๗๙.๒๘ ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้า จำนวน ๓๖๓.๓๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยประเทศไทยขาดดุลการค้า จำนวน ๑๘๔.๐๔ ล้านดอลลาร์สหรัฐ

            สินค้าส่งออกสำคัญไปยังราชอาณาจักรบาห์เรน ได้แก่ (๑) รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ (๒) อัญมณีและเครื่องประดับ (๓) ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ (๔) เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ และ (๕) ตู้เย็น ตู้แช่แข็ง และส่วนประกอบ

            สินค้านำเข้าสำคัญจากราชอาณาจักรบาห์เรน ได้แก่ (๑) น้ำมันสำเร็จรูป (๒) สินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ (๓) เคมีภัณฑ์ (๔) ปุ๋ยและยากำจัดศัตรูพืชและสัตว์ และ (๕) สัตว์น้ำสด แช่เย็น แช่แข็ง แปรรูปและกึ่งสำเร็จรูป

            ทั้งนี้ การค้าระหว่างประเทศไทยกับราชอาณาจักรบาห์เรนยังมีปริมาณไม่มากนัก โดยอาจมีสาเหตุจากหลายปัจจัย อาทิ ราชอาณาจักรบาห์เรนเป็นตลาดเล็ก กิจกรรมส่งเสริมการค้าระหว่างกันยังคงมีอยู่อย่างจำกัด และการเข้าไปทำธุรกิจของคนต่างชาติในราชอาณาจักรบาห์เรนและประเทศสมาชิกคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (Gulf Cooperation Council: GCC) จะต้องมีชาวพื้นเมืองเป็นผู้ให้การรับรอง (sponsor) ทั้งนี้ ราชอาณาจักรบาห์เรนให้กรรมสิทธิ์ร้อยละ ๑๐๐ สำหรับชาวต่างชาติในธุรกิจกว่า ๓๐๐ รายการ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการลงทุนขนาดใหญ่ที่ไม่ใช่ประเภท trading และมีเงื่อนไขประกอบ

     ๓.๒ การลงทุน

            ภาคเอกชนไทยเข้าไปลงทุนในบาห์เรนไม่มากนัก โดยในปี ๒๕๖๔ การลงทุนของไทยในราชอาณาจักรบาห์เรนมีมูลค่า ๑๖.๙๘ ล้านดอลลาร์สหรัฐ และในไตรมาสที่ ๓ ของปี ๒๕๖๕ การลงทุนของบาห์เรนในประเทศไทยมีมูลค่าประมาณ ๒๑,๘๖ ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีโครงการลงทุนของบาห์เรนที่ได้รับการส่งเสริมจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) จำนวน ๑ โครงการ ซึ่งเป็นกิจการโรงแรม 

      ๓.๓ การท่องเที่ยว

             ในปี ๒๕๖๗ มีนักท่องเที่ยวชาวบาห์เรน จำนวน ๓๓,๕๑๙ คน เดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทย ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าร้อยละ ๒๘.๕๗ และมีชาวไทยเดินทางไปท่องเที่ยวที่ราชอาณาจักรบาห์เรน ๑๔,๓๘๘ คน โดยผู้ถือหนังสือเดินทางธรรมดาของราชอาณาจักรบาห์เรนได้รับยกเว้นการตรวจลงตรา และให้อยู่ในราชอาณาจักรได้ไม่เกินหกสิบวัน (ผ.๖๐) และผู้ถือหนังสือเดินทางธรรมดาของไทยสามารถขอ Visa on Arrival (VOA) และสามารถพำนักอยู่ในราชอาณาจักรบาห์เรนได้เป็นเวลา ๑๔ วัน ชาวบาห์เรนนิยมเดินทางมาท่องเที่ยวและรักษาพยาบาลในประเทศไทย

๔. ความร่วมมือในสาขาต่าง ๆ

     ๔.๑ ด้านสาธารณสุข

            ฝ่ายบาห์เรนให้ความสำคัญกับประเด็นความร่วมมือด้านสาธารณสุขเป็นลำดับต้น โดยเฉพาะการเชิญฝ่ายไทยไปลงทุนด้านการแพทย์ในบาห์เรน โดยมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์กับกระทรวงสาธารณสุขบาห์เรนได้ลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือทางวิชาการระหว่างกันเมื่อเดือนมีนาคม ๒๕๖๒ ซึ่งมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ได้ร่วมมือกับฝ่ายบาห์เรนภายใต้โครงการ Visiting Doctor Programme อย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงปี ๒๕๖๑ - ๒๕๖๓ มีแพทย์จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์เดินทางเยือนบาห์เรน ๓ คน ในสาขาโรคตาเด็ก เมื่อเดือนกันยายน ๒๕๖๑ สาขาการส่องกล้องระบบทางเดินอาหาร (GI Endoscopy) เมื่อเดือนพฤศจิกายน ๒๕๖๒ และสาขากุมารเวชศาสตร์ทางเดินอาหาร (Pediatric gastroenterology) เมื่อเดือนมกราคม ๒๕๖๓

     ๔.๒ ความมั่นคงทางอาหาร

            เมื่อวันที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๖๑ กระทรวงพาณิชย์เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมคณะกรรมการอำนวยการร่วม (Joint Steering Committee: JSC) ตามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านความมั่นคงด้านอาหาร การค้า และการลงทุนในผลิตภัณฑ์ และโภคภัณฑ์การเกษตร โดยเฉพาะอาหารฮาลาล ครั้งที่ ๑ ที่กรุงเทพฯ โดยที่ประชุมได้ตกลงให้ความสำคัญกับสินค้า ๓ ชนิด คือ น้ำตาล สัตว์น้ำ และสัตว์ปีก และเห็นพ้องให้ภาคเอกชนมีบทบาทมากขึ้น รวมถึงสนับสนุนการขยายความร่วมมือด้านฮาลาล

           นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรทั้งสองฝ่ายได้จัดตั้งคณะทำงานร่วมว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตร (Joint Working Group: JWG) เพื่อหารือประเด็น อาทิ การทำความตกลง Mutual Recognition Agreement (MRA) ตลอดจนการถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน (hydroponics) การเกษตรอัจฉริยะ (smart farming) และการเพาะเลี้ยงพืชและสัตว์น้ำ (aquaculture)

     ๔.๓ ความร่วมมือด้านพลังงาน

            ภายใต้เอกสาร Agreed Minutes ของการประชุม HJC ครั้งที่ ๓ ประเด็นเรื่องความร่วมมือด้านพลังงานระบุถึงการส่งเสริมความร่วมมือด้านพลังงานและความมั่นคงทางพลังงาน ทั้งรูปแบบพลังงานดั้งเดิมและพลังงานทดแทน โดยเฉพาะด้านการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ (solar photovoltaic) และจากพลังงานความร้อนของแสงอาทิตย์ (solar thermal)

* * * * *

กรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลางและแอฟริกา

(สถานะ ณ เดือนเมษายน 2568)